liverpool-success

5 ขั้นความสำเร็จที่ ลิเวอร์พูล ไม่มองข้าม

อย่าเพิ่งเบื่อ หากผู้คนมากมายจะพูดคุยซ้ำซากถึงความสำเร็จที่ ลิเวอร์พูล กำลังได้รับในฐานะ แชมป์ พรีเมียร์ลีก 2019/20 และแชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 30 ปี แตกต่างจากการคว้าแชมป์ของหลายทีมก่อนหน้านี้ที่มีความยอดเยี่ยมในสไตล์ของตัวเอง หรือเป็นทีมที่เราเห็นแล้วต้องยอมรับว่า พวกเขาไม่น่าพลาด

ฉลองแชมป์

สิ่งเดียวที่ ลิเวอร์พูล ต้องข้ามไปก่อนตอนนี้ก็คือการฉลองแชมป์จากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม และมีการส่งเรื่องขอแห่แชมป์แล้ว แต่อาจจะไม่เกิดขึ้นในทันทีที่ฤดูกาลจบลง

ทุกทีมล้วนมีความมหัศจรรย์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะความมหัศจรรย์ของผู้เล่น 1-2 คน หรือทีมเวิร์คที่ไม่รู้จะจับใครขึ้นมาเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ แม้การมีกุนซือสมองเพชรก็เป็นความน่าทึ่ง แต่กว่าจะฝ่าฟันมาถึงตรงนี้ นอกจากองค์ประกอบของทีมที่ดี ผู้บริหารที่ดี มีอะไรอีกบ้างที่พวกเขาไม่เคยมองข้าม

 

1.ลิเวอร์พูล ผู้ตื่น

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

จากสมัยที่ 18 ถึงสมัยที่ 19 ความห่าง 30 ปีที่รอคอยมาถึงสักที แต่ความแตกต่างอยู่ที่ทีมชุดนั้นเหมือนทีมก๊อกสุดท้าย แต่ชุดปัจจุบันคือทีมที่จะไปต่อไปอีกหลายปี

หลังจากร้างความสำเร็จมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยความพยายามที่จะกลับมาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษอย่างที่พวกเขาคุ้นเคย ลิเวอร์พูล จึงดิ้นรนเพื่อแชมป์ พวกเขาเคยเฉียดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ปี 2013/14 แต่พวกเขาก็ไม่หมดศรัทธา ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เดินทางมาที่ แอนฟิลด์

ฤดูกาลแรกของ คล็อปป์ แม้ไม่เต็มซีซั่น แต่ก็เปิดตัวได้น่าสนใจ เริ่มต้นที่การชิงแชมป์ ลีก คัพ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สู้ยิบตาและตัดสินกันที่จุดโทษ จากนั้นพวกเขาก็เล่นไปเรื่อยๆ ตามเกมในมือและเข้าชิง ยูโรปา ลีก กับ เซบีย่า ซึ่งถ้าพอจำได้ เส้นทางของพวกเขาก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องพบกับคู่แค้นตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คล็อปป์ ได้เจอทีมเก่า โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่กำลังลุ้นแชมป์ บุนเดสลีกา และที่สุดต้องเข้าชิงกับ เซบีย่า ผู้โชกโชนด้วยประสบการณ์คว้าแชมป์รายการนี้

คล็อปป์ พยายามสร้างทีมอย่างแข็งขันจากการเริ่มต้นในฐานะรองดับเบิ้ลแชมป์ที่เขาเองก็ไม่อยากนับมันเท่าไร ก่อนมาคว้าอันดับ 2 ในตารางคะแนน ฤดูกาล 2018/19 อีกครั้ง “หงส์แดง” ของเขาเป็นทีมที่มีสถิติน่าสนใจมากมาย เช่นการได้ 97 คะแนนแต่ไม่ได้แชมป์ แพ้นัดเดียวน้อยกว่าทีมแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียประตูน้อยที่สุดในลีก น้อยกว่าแชมป์แต่ไม่ได้แชมป์ และหากเทียบกับซีซั่นก่อนหน้าที่ผ่านมา ไม่นับ แมนฯ ซิตี้ 100 คะแนน ทั้ง เชลซี ของ อันโตนิโอ คอนเต้ หรือตำนานเทพนิยายของ เลสเตอร์ พวกเขาก็สมกับมงกุฎแชมป์ แต่ว่าทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แค่ดีเกินไป

มีคำกล่าวว่า ทีมอันดับ 2 คือทีมแรกที่พ่ายแพ้ พวกเขาชอกช้ำครั้งแล้วครั้งเล่า โดนปรามาสมาตลอด 29 ปีว่าไม่เคยคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก หลงลมอยู่กับอดีต แฟนบอลเก่งประวัติศาสตร์ ไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่พวกเขาไม่ละความพยายาม ไม่ว่าเราจะเรียกมันอย่างไร ความเชื่อ ศรัทธา หรือการบริหารจัดการคนของกุนซือชาวเยอรมัน แต่พวกเขาคือทีมที่ไม่ยอมตาย จะเจ็บกี่ครั้งก็ฟื้น ตื่นขึ้นมา จนกว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ และมันก็มาถึง

 

2.ดันสูง แต่ไม่ดันทุรัง

ฟาบินโญ่

ฟาบินโญ่ และ เฮนเดอร์สัน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญจะต้องมีวินัยอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่พลาดโอกาสหากได้เปิดเกมบุกบ้าง

การเสีย 22 ประตูในฤดูกาล 2018/19 บอกอะไรบางอย่าง ส่งสัญญาณเรื่องเกมรับว่าเหนียวแน่นยิ่งขึ้น แม้โดน เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตปราการหลังฝีปากจัดจ้านตำหนิและบอกว่า ไม่ชอบการดันสูง แม้สามารถจับล้ำหน้าคู่แข่งได้หลายครั้ง สังเกตได้ว่าหลายครั้งนั้นโชคดี โชคเข้าข้างก็เลยรอดไปได้ ซึ่งหากเป็นเพราะโชคก็ต้องปรบมือว่าพวกเขาผ่านโชคชะตาเลวร้ายมาได้โดยตลอด

โชคดีที่แนวคิดของ “เกเก้นเพรสซิ่ง” ทำงานในทีมชุดนี้ ทำให้สนามดูแคบลง แผงแนวรับเล่นบอลยาวได้ดี แถมวีเออาร์ก็ยังเข้าข้าง โชคดีที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน สามารถขึ้นไปช่วยเกมบุกได้ และโชคดีเหนือสิ่งอื่นได้เมื่อเจรจากับ โมนาโก ได้ตัว ฟาบินโญ่ มาร่วมทีม ซึ่งก็คงโชคดีเช่นกันที่ตอนนี้เขาเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวกลางที่ดีที่สุดในโลก มาถึงตรงนี้ คาร์ราเกอร์ คงเลิกใช้คำว่า ลัคกี้ โชคดีได้แล้วล่ะ

การต่อบอลด้วยพื้นที่จำกัด ทำให้ ลิเวอร์พูล อยู่เหนือทีมอื่นมาตลอด เพราะพวกเขามีทีมงานคุณภาพ และเมื่อข้อผิดพลาดมีไม่มาก พวกเขาก็ปิดโอกาสโชคร้ายได้มากทีเดียว

 

3.ลิเวอร์พูล คล็อปเปจ ไทม์

Kloppage Time

การต่อเวลาในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Stoppage Time ทำให้ท้ายเกมของ คล็อปป์ กลายเป็นคำใหม่ว่า Kloppage Time ผู้คุมเวลาในช่วงทดเจ็บ

ถ้าเราคุ้นเคยกับ “เฟอร์กี้ ไทม์” ช่วงเวลาเหล่านั้นย้ายมาที่ ลิเวอร์พูล แล้ว พวกเขามักจะยิงประตูได้ในช่วงท้ายเกม ที่โดดเด่นไม่พูดถึงไม่ได้คือเกมกับ แอสตัน วิลล่า ซึ่งเจ้าบ้านออกนำตั้งแต่นาทีที่ 21 และอั้นไว้ได้ถึงนาทีที่ 87 ก่อนเขื่อนแตกเพราะ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และนาทีสุดท้ายจาก ซาดิโอ มาเน่ นั่นคือหนึ่งในหลายๆ เกมที่พวกเขาตามหลังแล้วพลิกกลับมาชนะ

สถิติบอกว่า การทำประตูช่วง 10 นาทีท้ายของ ลิเวอร์พูล กลายเป็นแต้มมากถึง 12 คะแนน บางคนอาจจะเรียกว่าโชคดี แต่อย่างที่บอกว่า พวกเขาจะโชคดีได้บ่อยแค่ไหน แบบ อิสตันบูล 2005 หรือแบบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1999 ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งมันไม่ใช่ความโชคดี แต่เป็นลักษณะจำเพาะจากความพยายามสร้างทีมของ คล็อปป์

กระทั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังพูดเลยว่า ลูกๆ ของเขาเชื่อว่า ลิเวอร์พูล โชคดีทุกครั้งที่มีประตูท้ายเกม แต่เขาบอกลูกกลับไปทุกครั้งว่า ไม่ใช่โชคดีหรอก นี่เป็นสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ทำมาตลอด มันคือคุณภาพอัดแน่น และความพยายามในการต่อสู้จนถึงที่สุดต่างหาก

 

4.เทรนท์ และ ร็อบโบ้

ร็อบโบ้

นี่คือสองนักเตะที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ฤดูกาลที่แล้วมีคนบอกว่า แนวรุกของ ลิเวอร์พูล คือที่สุด แต่ทุกคนกำลังคิดใหม่ว่า หรือทั้งคู่คือเพลย์เมกเกอร์ที่ดีที่สุดในทีมชุดนี้

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน 2 ผู้เล่นที่เป็นอาวุธลับและไม่ลับของทีมชุดนี้ จากสเกาเซอร์ที่ฝันจะสวมเสื้อทีมโปรดกลายเป็นขวัญใจ เดอะ ค็อป และแบ็คธรรมดาๆ ค่าตัวแค่ 7 ล้านปอนด์ (280 ล้านบาท) สู่ผู้เล่นชั้นแนวหน้า จนเรียกได้ว่าเป็นตัวปั้นเกมชั้นยอดจากริมเส้น

แผนของ คล็อปป์ คือการบีบอัด บีบพื้นที่กลางสนาม และเหลือพื้นที่ริมเส้นเอาไว้ เมื่อริมเส้นกว้างขึ้นอีกนิดการทำงานของทั้งสองก็เกิดขึ้น ซึ่งช่วยเกมรุกได้มาก และแทนที่จะต่อบอลไปเรื่อย การขึ้นเกมทางริมเส้นแบบนี้มีความยืดหยุ่นมากกว่า ว่องไวมากกว่า และทำให้ตัวแรกทั้งสามหาจุดนัดพบได้ดี เป็นแผนการที่ไม่ยาก ไม่อ้อมค้อม แต่ไม่รู้จะหยุดพวกเขาได้อย่างไร ขณะที่กองกลางทำหน้าที่ของตัวเอง มันเหมือนว่า ลิเวอร์พูล ล้อมพวกเขาเอาไว้หมดแล้ว

 

5.โชคดีมีชัย

เดอะ ค็อป

ไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายเรื่องโชค หรือการมีแฟนบอลอย่าง เดอะ ค็อป อาจเป็นโชคดีอีกอย่างของ ลิเวอร์พูล พวกเขามักจะกระตุ้นเร้านักเตะได้ดีเสมอ

ไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำนี้อีกกี่ครั้ง ลัคกี้ โชคดี โชคช่วย โชคเข้าข้าง โชคที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาแม้ไม่เคยมีมันอยู่เลย หรืออาจจะเป็นโชคดีจริงๆ เมื่อวันนั้นที่เปิดบ้านเฉือนชนะ เลสเตอร์ ในบ้าน 2-1 มาร์ค อัลไบรตัน สะกิด มาเน่ จากด้านหลังให้ ลิเวอร์พูล ได้จุดโทษในช่วงทดเจ็บ หรือกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงต้นเกม หากเปิดภาพย้อนหลังกลับไปในจังหวะที่ แบร์นาโด้ ซิลวา พยายามยิงแล้วบอลขลุกขลิก ไม่แน่ว่าโดนหรือเฉียดแขนของ เทรนท์ แล้วกรรมการเป่าให้จุดโทษกับผู้มาเยือน เกมก็คงเป็นอีกอย่าง ทีมของ คล็อปป์ คงไม่ขึ้นนำห่าง 8 คะแนน

เดือนถัดมา พวกเขาพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ของแรง แต่ครึ่งแรกพวกเขาก็พยายามบุกหลายครั้ง การวางบอลยาวครั้งแล้วครั้งเล่าและการพาตัวเองไปในที่ว่างของทั้ง มาเน่ และ ซาล่าห์ ทำให้มีโอกาสมากมาย จนถึงก่อนเบรกไม่นาน อดัม ลัลลาน่า วิ่งมาเบียดกับคู่แข่งในกรอบเขตโทษ แต่ มาเน่ ที่สอดตัวเองมาทางซ้ายเป็นคนทำประตู และเมื่อย้อนดูวีเออาร์ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ

ไม่จบเท่านั้น เกมถัดไปในการพบกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ประตูต้นเกมตั้งแต่ยังไม่ถึง 5 นาทีของ ซาลาห์ เป็นการเบิกโรงที่สวยงาม จนกระทั่งนาทีที่ 64 มาเน่ ทะลุเข้ากรอบเขตโทษดวลกับ ดีน เฮนเดอร์สัน แล้วความผิดพลาดของผู้รักษาประตูที่ยืนเว้นช่องว่างตรงหว่างขามากเกินไป ทำให้บอลแฉลบไปตรงทิศที่ มาเน่ สับไปดักรอและซัดจนตาข่ายแทบขาด นั่นคือโชคดีอีกหรือไม่

แต่นอกจากความสามารถ 99 เปอร์เซ็นต์ บางทีก็ต้องมีโชคบ้าง คล็อปป์ ยังเคยยอมรับ หลังจากที่ แอนฟิลด์ ว่า “ถ้าไม่มีโชคบ้าง เราก็คงไม่ได้ชนะเกมจำนวนมากขนาดนี้หรอก”

ติดตามข่าวอื่นๆ