Line ID : STH4

TEL : 0-8888-2222-3 ถึง 4

jurgen-klopp-liverpool

ทำไมลิเวอร์พูล จะติดลมบน

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2015 เป็นต้นมา หลังจากที่ลิเวอร์พูลประกาศให้เดอะค็อปทั่วโลกได้รู้กันว่า ตอนนี้ พวกเขาได้กุนซือคนใหม่ เข้ามารับงานโดยมีภารกิจ พาหงส์แดงหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งนายใหญ่คนใหม่คือเยอร์เก้น คล็อปป์ เขาเข้ามาปัดกวาดเช็ดฝุ่นให้ลิเวอร์พูล กลายเป็นพญาหงส์ได้อย่างไร

ลิเวอร์พูลของเยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องยอมรับว่า เป็นการรับงานจากแบรนดอน ร็อดเจอร์ส และต้องทำทีมตามทรัพยากรที่เหลือมาท้งหมด เนื่องจาก เป็นการเข้ารับงานระหว่างฤดูกาล แต่สิ่งแรกที่คล็อปป์ ได้เริ่มจัดการทีม นั่นก็คือ การเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมก่อนทันที

liverpool

 

เขาได้นำระบบ 4-2-3-1 เข้ามาปรับใช้กับทีมก่อน โดยมี ดิว็อค โอริกี้ เป็นศูนย์หน้าตัวเป้า และเฟลิเป้ คูตินโญ่ รับหน้าที่แม่ทัพของทีม ส่วนแนวรับยุคแรก เป็นมาร์ติน สเคอร์เทล กับ มามาดู ซาโก้ และด้วยขุนพลชุดนี้แหละ คล็อปป์สามารถผงาดเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยได้ถึงสองรายการ แต่ต้องพ่ายแพ้ไปเรียบวุธ ในศึกยูโรป้า ลีก และ ลีกคัพ แต่แนวโน้มแห่งความสำเร็จเริ่มมาให้เห็น

ฤดูกาลต่อมา เขาเริ่มติดอาวุธและผ่องถ่ายนักเตะบางส่วน โดยมี ซาดิโอ มาเน่ เข้ามาเติมความดุดันในแดนหน้า และรูปแบบการเพรสซิ่งที่หนักหน่วง เริ่มมีให้เห็น ศักยภาพในการเข้าทำ เริ่มเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ก่อนที่จะเริ่มปรับเกมรับ โดยมี โจเอล มาติป เดินเข้าสู่ทีม พร้อมกับ จินี่ ไวจ์นัลดุม ที่จะมาช่วยงานในแดนมิดฟิลด์ แม้ว่าทีมจะยังไม่ลงตัวมากมายนัก แต่ทีมหงส์แดงสามารถกลับไปยึดพื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จตามที่วางไว้

เยอร์เก้น คล็อปป์

ต่อมาฤดูกาล 2017-18 เป็นปีที่ลิเวอร์พูล ประกาศศักดาให้โลกหันมามอง เมื่อกองหน้าอย่าง โมฮัมหม็ด ซาล่าห์ เริ่มเดินเข้าสู่ทีม รวมถึง การเล่นระบบเฮฟวี่เมทัล ฟุตบอลอันทรงพลัง เริ่มเข้ารูปเข้ารอย และทำให้ทีมหงส์แดง ติดปีก ไล่ถล่มคู่แข่งอย่างกระเจิดกระเจิง จนผงาดเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ซึ่งในช่วงตลาดหน้าหนาว คล็อปป์ แก้ไขแนวรับที่มีปัญหาของทีมโดยการยอมทุ่มทุนคว้า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ มาสู่ทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก แต่พวกเขาก็ต้องปล่อย เฟลิเป้ คูตินโญ่ ออกจากทีม ความชัดเจนแห่งความสำเร็จเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ฤดูกาล 2018-19 เป็นปีแห่งการปิดรอยรั่วที่เหลืออยู่อย่างแท้จริง เมื่อตัดสินใจคว้าตัว อลิสซง เบ็คเกอร์ ยอดนายประตูชั้นนำมาจากโรม่า ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกเช่นกันก่อนที่จะซิวตัว ฟาบินโญ่, นาบี้ เกอิต้าและเซอร์ดาน ชากีรี่ เข้ามาเสริมทัพ ซึ่งงานนี้ ความลงตัวของลิเวอร์พูล ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขากลายเป็นทีมที่แพ้ยาก เล่นเกมรุกได้น่ากลัว จนที่สุดแล้ว สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมาครองได้เป็นผลสำเร็จ เป็นการปิดฤดูกาลที่แสนยิ่งใหญ่ หลังจาก 97 แต้มที่พวกเขาทำได้ในลีก ยังไม่ดีพอที่จะเป็นแชมป์ เพราะทำดีที่สุดแค่การเป็นพระรอง

liverpool1

ลิเวอร์พูล ได้ทีมชุดที่ลงตัว และไม่เสริมใครเข้ามาเพิ่มเติม เล่นตามรูปแบบที่คล็อปป์ จัดการไว้ เกมรุกแบบเฮฟวี่ ฟุตบอล จะใช้เมื่อจำเป็น ในขณะที่ขุนพลในทีม เริ่มเข้าขาและลงตัวมากขึ้นไปอีก รวมทั้งกำลังใจจากการเป็นแชมป์ยุโรป ส่งผลให้พวกเขา เดินหน้าคว้าชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง และเหลือเชื่อ จนที่สุดแล้ว คล็อปป์ และ ทีมงานก็ประสบวามสำเร็จ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นผลสำเร็จ บวกกับการสร้างสถิติต่างๆ ไว้มากมายในฤดูกาลนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคล็อปป์ ใช้มันสมองในการปรับทิศทาง ปรับทีม และปรับระบบการเล่นของลิเวอร์พูล ได้ลงตัวอย่างน่าชื่นชม ซึ่งความสำเร็จของลิเวอร์พูล ถูกจับตามองจากทีมชั้นนำทั่วยุโรป เพราะนี่คือพัฒนาการแบบก้าวกระโดดที่เขาใช้เวลาเพียง 4 ปีครึ่ง สร้างทีมในฝันของเขาได้สำเร็จ และเชื่อว่า ยังจะยืนระยะเพื่อต่อยอดความสำเร็จไปได้อีกระยะหนึ่งทีเดียว

คล็อปป์

สิ่งที่คล็อปป์ต้องทำหลังจากนี้เห็นจะเป็นการเตรียมการเพื่อป้องกันแชมป์ในฤดูกาลหน้าแล้ว และแกนของทีม ยังคงเป็นทีมชุดนี้ ที่พร้อมจะมีดาวรุ่งที่สโมสรคอยปั้นมา คอยสอดแทรกขึ้นมาเป็นสมาชิกใหม่ในทีม ซึ่งที่จ่อๆ ไว้ก็มี เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์และเนโค วิลเลี่ยมส์ ซึ่งจะเป็นความหวังใหม่ของทีมกันทุกคน

ทั้งหมดเป็นวิวัฒนาการที่เหลือเชื่อที่เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาปรับหงส์แดง ให้กลายเป็นสุดยอดทีม ซึ่งความลงตัวไม่ได้มีเฉพาะในสนาม แต่ลงตัวไปทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับลิเวอร์พูลเลยทีเดียว งานนี้ คล็อปป์ รับเครดิตไปเต็มๆ