Line ID : STH4

TEL : 0-8888-2222-3 ถึง 4

football-fa-cup

เอฟเอ คัพ สังเวียนแห่งการแก้แค้น

เอฟเอ คัพ

การแข่งขัน เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ปรากฏว่าทีมที่เป็นรอง คือ 2 สโมสรจากลอนดอน สามารถเอาชนะตัวแทนจาก แมนเชสเตอร์ ได้ทั้งสองคู่

ทั้ง อาร์เซน่อล ที่ถูกยกให้เป็นม้านอกสายตา บ่อนยกให้เป็นเต็ง 4 แต่กลับเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็งหนึ่งของรายการ 2-0 ในรูปเกมที่เป็นรอง แต่มีความเฉียบคมที่ยอดเยี่ยม

ส่วนอีกคู่ ทีมที่ร้อนแรงกว่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใครมา 19 เกมติดต่อกัน ก็พลาดท่า โดน เชลซี เอาชนะไป 3-1 ตาม อาร์เซน่อล เข้าไปชิงชนะเลิศ

ถามว่ามันถือเป็นเกมที่พลิกล็อกหรือไม่ ก็ต้องพูดว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน เชลซี สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อยู่แล้วครับ ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด

เพียงแต่ภาพจำในฤดูกาลนี้ “ปีศาจแดง” นั้นเอาชนะ เชลซี ได้ทั้งหมด 3 นัดที่เจอกัน ไม่ว่าจะเป็นในลีกเหย้า-เยือน รวมถึงเกม

ก คัพ โดยใน 3 เกมทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ยิงได้แค่ประตูเดียวเท่านั้น

มันเกิดอะไรขึ้นกับทั้ง 4 ทีม เกิดอะไรขึ้นกับ เอฟเอ คัพ ทำไมผลมันถึงออกมาเป็นแบบนี้ วันนี้จะเอามาวิเคราะห์กัน โดยจะเริ่มจากคู่แรกกันก่อน

อาร์เซน่อล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ 2-0 ในเกมที่ทัพ “ปืนใหญ่” ตั้งรับอยู่เกือบตลอด 90 นาที แต่มีความเฉียบคมของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง เข้ามาช่วย

เกมนี้มีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย ทั้งสองทีมเตรยมพร้อมกันมาเพื่อหวังจะเอาชนะในเกมนี้ อาร์เซน่อล เองก็เช่นกันนะครับ พวกเขาไม่ได้มาเพื่อแพ้ แต่มีวิถีในการเอาชนะของพวกเขา

และนี่คือสิงที่เกิดขึ้นในเกมนัดนี้ เพราะเหตุใด อาร์เซน่อล ถึงแก้แค้น ซิตี้ ได้สำเร็จ

 

1.เกมรับที่เริ่มลงตัว

มิเกล อาร์เตต้า

นับตั้งแต่ มิเกล อาร์เตต้า เข้ามา ทีมเลือกใช้แผนการเล่น 3-4-3 อยู่เป็นประจำ โดยเซ็นเตอร์ทั้งสามตัว ก็มักจะมีข้อผิดพลาดอะไรอยู่เรื่อยๆ ทำให้บางเกมพวกเขาไม่สามารถเอาชนะได้

แมตช์แรกที่ มิเกล อาร์เตต้า ต้องเจอกับนายเก่าอย่าง เป๊ป มันเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นาน นั่นคือเกมนัดแรก หลังกลับมาจากการล็อกดาวน์ ซึ่งถ้าใครยังจำกันได้ วันนั้นเกิดอะไรขึ้น เช่นเดียวกับ ดาวิด ลุยซ์ ที่คงจำได้ดี

เกมวันนั้น กองหลังชาวบราซิเลียน ซึ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน ปาโบล มารี ที่บาดเจ็บ ก่อนที่เขาจะทำผิดพลาดในช่วงท้ายครึ่งแรก ทำให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ยิงเข้าไป 1-0

เท่านั้นยังไม่พอ ครึ่งเวลาหลังผ่านไปได้แค่ 4 นาที เขาก็มาทำเสียจุดโทษ และถูกไล่ออกจากสนามอีก ทำให้เกมเป็น 2-0 ซึ่งมันแทบจะเป็นการปิดกล่องเลยก็ว่าได้

ก่อนที่ “เรือใบสีฟ้า” มาได้ลูกสามในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โดยในเกมนี้ อาร์เซน่อล เลือกใช้แผน 4-3-2-1 หรือ 4-3-3 โดยคู่เซ็นเตอร์คือ ลุยซ์ กับ ชโครดาน มุสตาฟี่

หลังจากนั้นก็แพ้ให้กับ ไบรท์ตัน อีกหนึ่งเกม ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา อาร์เตต้า กลับมาใช้แผนหลัง 3 อีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะถึงเกมล่าสุด จาก 6 นัด พวกเขาชนะได้ถึง 4 เสมอ 1 และแพ้ไปเพียงเกมเดียว

มันหมายความว่าแผนการเล่นหลัง 3 ของ อาร์เซน่อล นั้นกำลังลงตัวมากๆ ไม่เพียงแค่นั้น นักเตะในทีมก็เริ่มมีความผิดพลาดส่วนตัวที่น้อยลงด้วยเช่นกัน

ในเกมลีกล่าสุด พวกเขาใช้เกมรับที่เหนียวแน่น เอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้อย่างพลิกความคาดหมาย 2-1 แน่นอนว่าแฟนบอล “หงส์แดง” ต่างก็พากันโทษทีมตัวเอง ว่าเล่นพลาด เล่นไม่ดี เกมบุกไม่คม แต่หารู้ไม่ว่า “ปืนใหญ่” เขาก็มีดี

ไม่งั้นเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไม่ได้หรอกครับ พวกเขาเองมีเกมรับที่เหนียวแน่น ไม่ปล่อยให้ “หงส์แดง” ได้ยิงแบบเหน่งๆ มากนัก ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขาเก็บสามแต้มมาได้อย่างสวยงาม

เกมนี้ก็เช่นกัน พวกเขาปิดเกมบุกของ แมนฯ ซิตี้ ได้เป็นอย่างดี สามกองหลังอย่าง มุสตาฟี่, ลุยซ์ และ คีแรน เทียร์นี่ย์ แทบไม่ก่อความผิดพลาดใดๆ แม้จะมีการสกัดบอลไม่ขาดที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

ตั้งรับกันอย่างอดทน เพื่อรอโอกาสที่จะได้บุกสักครั้ง และพวกเขาก็ทำได้ จนเกิดชัยชนะที่สำคัญในเกมนี้

 

2.อาร์เตต้า ทำการบ้านมาอย่างดี

อาร์เตต้า

หลังจากที่พ่ายแพ้ให้กับเจ้านายเก่าไปเมื่อเกมนัดก่อน จริงๆ แล้วในเกมนั้น อาร์เซน่อล ก็พยายามที่จะเล่นแบบวันนี้นี่แหละครับ เพียงแต่มันดันไปเจอความผิดพลาดส่วนบุคคล จึงทำให้แผนแตก

แต่ในเกมนี้ แผนไม่แตก และกุนซือชาวสแปนิช มีวิธีการจัดการที่ดีมากๆ ด้วยผลงานที่ยังดีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขายิ่งมีความมั่นใจในเกมรับมากขึ้นอีก ทุกๆ อย่างมันเริ่มลงตัว แผนที่เตรียมมาไว้ ก็ออกมาดีตามไปด้วย

อาร์เซน่อล เข้าสู่ เวมบลี่ย์ ด้วยความเจียมตัว พวกเขารู้ว่าศักยภาพเป็นรองคู่แข่งแทบจะทุกๆ ตำแหน่ง ทำให้ต้องยอมให้ แมนฯ ซิตี้ ครองเกมอยู่ตลอดเวลา

อาร์เตต้า รู้ดีว่า แมนฯ ซิตี้ นั้นแพ้อะไร เขาอยู่ในหลายๆ เหตุการณ์ที่ทีมพ่ายแพ้ ทีมแบบไหนที่ทำให้พวกเขาสะดุด ต้องเจอกับคู่แข่งที่อุดอย่างไรเพื่อให้ เป๊ป และลูกทีมเจาะบอลไปไม่เข้า เขารู้มาตลอดหลายปี

เขาก็เอาส่วนนั้นมาปรับใช้กับ อาร์เซน่อล ในเกมนี้ กองหลัง 3 คนยืนแน่น ไม่พยายามสลับตำแหน่งกันโดยไม่จำเป็น วิงแบ็คทั้งสองฝั่งเองก็ไม่บุกมากนัก กองกลางทั้งสองตัวก็ยืนคุมพื้นที่น้ากรอบเขตโทษเอาไว้

นั่นมันทำให้คู่แข่ง ไม่สามารถเจาะพื้นที่ ฮาล์ฟสเปซ ซึ่งเป็นจุดเด่นของพวกเขาได้เลย ช่องว่าระหว่างแบ็กกับเซ็นเตอร์ มันแคบเกินที่จะงัดบอลผ่านไปได้ กองหน้าอย่าง กาเบรียล เชซุส ก็ไม่ได้เป็นผู้เล่นที่คมจัด ไม่ค่อยจะมีลูกยิงเหลือเชื่อมากเท่าไหร่

พอสูตรสำเร็จของ ซิตี้ ไม่เป็นผล โอกาสที่ อาร์เซน่อง จะเสียประตู ก็มีน้อยลง แม้ว่าบางจังหวะ จะมีผิดพลาดอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังช่วยกันบล็อก ช่วยเซฟโดยผู้รักษาประตูอย่าง เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ได้อีก

 

3.ความเฉียบคมของ โอบาเมยอง

โอบาเมยอง

สองประตูที่ทีมทำได้ ส่วนหนึ่งต้องบอกว่ามันมาจากความยอดเยี่ยมชอง โอบาเมยอง ด้วยเช่นกัน ปกติเจ้าตัวจะเป็นนักเตะที่ใช้โอกาสสำคัญๆ ได้ค่อนข้างเปลือง แต่บ่นจะคมก็คมกริบเลย

ซึ่งในเกมนี้มันออกไปในทิศทางที่ดี ทั้งในลูกแรก และลูกสอง เมื่อเขาได้โอกาสที่เป็นโอกาสทอง ก็ตัดสินใจได้อย่างไม่ผิดพลาด โดยเฉพาะลูกที่สอง ที่หลุดเข้ามาด้านซ้าย เขามีเวลามองเพื่อน เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ว่าง เขาหันกลับมามองบอลทันที และเลือกยิงลอดขา เอแดร์สัน เข้าไปอย่างสวยงาม

ทั้งเกม อาร์เซน่อล มีโอกาสยิงแค่ 4 ครั้ง นั่นหมายความว่านอกจาก 2 ประตูที่ยิงได้ ก็มีโอกาสอีกเพียง 2 หนเท่านั้น แต่เป็นการเข้ากรอบทั้งหมด

ขณะที่ ซิตี้ นั้นค่อนข้างจะยิงทิ้งยิงขว้างเหมือนกัน พวกเขาได้โอกาสยิงทั้งหมด 16 หน กลายเป็นหลุดกรอบถึง 10 ครั้ง โดนบล็อกอีก 5 ที และเข้ากรอบแค่ครั้งเดียว

นั่นเป็นความยอดเยี่ยมของ โอบาเมยอง คนนี้ มันการันตีได้เลยว่าชุดปัจจุบันของ อาร์เตต้า เขาคือกองหน้าที่ดีที่สุดแล้ว และหาคนเข้ามาแทนได้ยากมากๆ ควรจะทำทุกทางเพื่อเก็บเขาไว้ให้ได้

ข่าวฟุตบอลอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ