bundesliga covid19

เกมหลังประตูปิดตาย ทำลายชัยชนะในบ้าน

การมีแฟนบอลเข้าชมเกม ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันหลังฟุตบอลลีกยุโรปลีกใหญ่อย่าง บุนเดสลีกา เริ่มต้นขึ้นในระหว่างที่โลกยังไม่พ้นจากวิกฤตการระบาดของโคโรน่าไวรัส ฟุตบอลอาจยังไม่ต้องการแฟนบอลมากนัก เพราะเหตุผลที่เกมต้องดำเนินต่อไป นอกจากเพื่อความเป็นมืออาชีพ ยังมีเหตุผลด้านการกีฬา และผลประโยชน์หลายอย่าง

จนเหมือนว่ากองเชียร์กลายเป็นเรื่องเกือบสุดท้ายที่ได้รับการพูดถึง  ทั้งที่พวกเขาคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้หมุนไป แต่กลับกลายเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่อาจได้กลับเข้าสนาม ต้องย้ายตัวมานั่งเชียร์หน้าจอ

ดอร์ทมุนด์

การแข่งขันเกมเหย้าโดยไม่มีกำแพงสีเหลืองดูเป็นเรื่องแปลกตาสำหรับ ดอร์ทมุนด์ มากทีเดียว โดย ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค เป็นสนามอันดับ 1 ของยุโรปที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมสูงสุดทุกสัปดาห์ตลอดซีซั่น 2019/20

 

การเตะฟุตบอลโดยไม่มีกองเชียร์เป็นทางเลือกที่ทั้งนักเตะ โค้ชหรือแม้กระทั่งทีมฟุตบอลเองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น สโมสรคำนึงถึงรายได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อสถานการณ์บังคับ ทุกทีมต้องพยายามอยู่รอดให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะรับเงินล่วงหน้าจากบรรดาค่าลิขสิทธิ์และผู้สนับสนุนไปแล้ว และสัญญาที่ผูกไว้ทำให้การคืนเงินยากกว่าการคืนค่าตั๋วกลับสู่แฟนๆ นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นหลักที่ทำให้แฟนๆ สำคัญในเกมลูกหนังคือการเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ในสนาม

เกมแรกในการกลับมาของศึก บุนเดสลีกา คือแมตช์ระดับดาร์บี้อย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ชาลเก้ ที่ต้องยอมรับว่าสภาพทีมเยือนไม่ได้สวยหรูนัก ก่อนหน้านี้ไม่พบชัยชนะในลีกมา 7 เกม ใครๆ ต่างก็หวังว่า เบรกอันไม่คาดคิดน่าจะทำให้พวกเขาได้พักผ่อนเพื่อค้นพบอะไรบางอย่างและกลับมาอย่างแข็งแกร่ง

แต่ปรากฏว่าโดนเพื่อนบ้านที่มากมายด้วยแข้งพลังหนุ่มอัดยับ 4-0 พร้อมกับคำถามว่า ดอร์ทมุนด์ อาจไม่ต้องการกำแพงสีเหลืองทางแสตนด์ฝั่งใต้ แม้นักเตะยังเข้าไปฉลองกับที่นั่งว่างเปล่าเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าทุกคนยังอยู่ที่นั่น และอยู่ในใจของพวกเขา และนั่นคือเกมเดียวที่เจ้าบ้านคว้าชัยในสัปดาห์ที่ 25 ของการแข่งขัน

ภาพดาร์บี้แมตช์แคว้นรูห์

ภาพดาร์บี้แมตช์แคว้นรูห์ เกมการแข่งขันในสนามเปล่าทำให้เกิดคำถามว่า ชัยชนะ 4-0 ของ ดอร์ทมุนด์ แปลว่าพวกเขาไม่ต้องมีแฟนบอลก็ได้ และอาจมีทีมที่ดีพอจะคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา

 

สุดสัปดาห์ต่อมา ใน 9 คู่ที่ลงเตะ มีเพียง แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ที่เก็บชัย 4-0 เหนือ ยูเนี่ยน เบอร์ลิน ในดาร์บี้ แมตช์ และชัยชนะมาตรฐาน 5-2 ของ บาเยิร์น มิวนิค ที่กำลังไล่ล่าแชมป์ เท่ากับว่าตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในแมตช์ที่ 25 และ 26 ก่อนถึงช่วงกลางสัปดาห์ใกล้สิ้นเดือนพฤษภาคม สถิติการเก็บ 3 คะแนนของทีมเหย้าเกิดขึ้นเพียง 16.7 เปอร์เซ็นต์ ร่วงลงจากที่เคยเก็บได้ 43.3 เปอร์เซ็นต์ในฤดูกาลเดียวกันนี้ ช่วงก่อนหน้าที่แฟนๆ ยังเข้ามาให้กำลังใจทีมรัก

สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือผลเสมอ ทีมเยือนบุกมาแบ่งแต้มได้มากขึ้นจาก 21.9 เปอร์เซ็นต์ในช่วงก่อน เพิ่มเป็น 48.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชัยชนะของทีมเยือนยังเท่าเดิมที่ 34.8 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างที่กำลังนั่งเคาะแป้นพิมพ์นี้ โวล์ฟสบวร์กที่อยู่อันดับ 6 ก็อัด ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งกำลังลุ้นพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก จบไป 4-1 แล้ว

บาเยิร์น

ก่อนหน้านี้ 4 เกมที่ ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค มีเพียงครั้งเดียวที่ บาเยิร์น บุกมาเก็บชัยชนะสำเร็จ และการไม่เสียสถิตินัดเหย้าทำให้เกมนี้มีความเป็นไปได้ที่เจ้าบ้านจะมีแต้ม แต่สุดท้ายก็เสียศูนย์จากประตูเดียวของ คิมมิช

 

การหยุดฤดูกาลโดยไม่คาดคิดอาจส่งผลต่อสภาพร่างกายนักเตะที่ไม่เหมือนเดิมอยู่บ้าง แต่การร่วงลงของผลเกมในบ้านเมื่อต้องเล่นในสนามปิดก็ส่งผลมากเช่นกัน และหนึ่งในบิ๊กแมตช์ที่อาจตัดสินแชมป์ของฤดูกาลนี้ที่จบลงไปแล้วระหว่าง ดอร์ทมุนด์ และ บาเยิร์ย มิวนิค ใน ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค ก็เป็นความพ่ายแพ้ของเจ้าบ้านที่ปราศจากกำแพงสีเหลืองและเสียงเชียร์จาก 81,000 ที่นั่งที่ว่างเปล่า

ค่าเฉลี่ยของจำนวนผู้ชมในสนามต่อเกมในแต่ละสัปดาห์ของฟุตบอลยุโรปอยู่ที่ บุนเดสลีกา เยอรมนี แฟนๆ ที่เนืองแน่นที่สุดที่สัปดาห์ละ 81,171 คนเป็นของ ดอร์ทมุนด์ รองลงมาคือ บาเยิร์น 75,000 ที่ อันดับ 3 อยู่ในอังกฤษ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 73,393 รายต่อสัปดาห์

อันดับสนามที่มีผู้ชมสูงสุด

10 อันดับสนามที่มีผู้ชมสูงสุดใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปอยู่ที่เยอรมนี 3 แห่ง ดอร์ทมุนด์, บาเยิร์น และ ชาลเก้ ที่อิตาลี อินเตอร์ มิลาน ที่สเปน บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด อีก 4 อันดับอยู่ที่อังกฤษ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, เวสต์แฮม และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

 

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องความได้เปรียบในบ้าน ดอร์ทมุนด์ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมกว่าค่าเฉลี่ย บุนเดสลีกา โดย 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา เก็บ 229 คะแนน แต่เมื่อออกไปเยือน พวกเขาเก็บคะแนนกลับมาเพียง 150 คะแนน ถึงอย่างนั้น เมื่อก้าวเข้าสู่สถานะลุ้นแชมป์ พวกเขาไม่สามารถทำดีแค่ในบ้านอีกต่อไป ตีเป็นตัวเลขง่ายๆ ได้ว่า 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา

ดอร์ทมุนด์ เก็บแต้มเกมเหย้า 60 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนทั้งหมด ขณะที่ บาเยิร์น เก็บแต้มในบ้านได้ 52.6 เปอร์เซ็นต์ แต่มีสมดุลที่ดีไม่ว่าจะเตะสนามไหน แม้คะแนนดิบจากการเก็บแต้มที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับ 18 ทีมของลีกสูงสุดเมืองเบียร์ก็ตาม

“เดอร์ คลาสสิเกอร์” ที่เพิ่งจบไป บาเยิร์น ได้ประตูชัยจาก โจชัว คิมมิช และเป็นความพ่ายแพ้ในบ้านนัดแรกของ ดอร์ทมุนด์ ประจำฤดูกาลนี้ แต่ปัญหาทั้งหมดอาจไม่ได้อยู่ที่สนามหรือแฟนบอล เมื่อพิจารณาการเล่นและแท็คติกของ ลูเซียง ฟาร์ฟ ที่ “เสือเหลือง” ดูไม่เด็ดขาด มีความกลัว และยังขาดประสบการณ์ทั้งที่หากเทียบตัวนักเตะแบบปอนด์ต่อปอนด์ พวกเขาคือผู้เล่นดาวรุ่งที่น่าเกรงขามทั้งยุโรปรวมตัวกัน

คล็อปป์

แม้ออกจาก ดอร์ทมุนด์ ไปแล้ว คล็อปป์ ยังทิ้งมรดกเอาไว้ให้ทีมที่ยังลุ้นแชมป์ลีก แต่กองเชียร์ผู้ซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ทำให้ทีมนี้ยอดเยี่ยมเสมอมา

 

หาก ดอร์ทมุนด์ พลาดแชมป์ในฤดูกาลนี้ก็อาจต้องยอมรับในเรื่องขุมกำลัง ความเก๋าเกม และความสมดุลที่ดีแบบองค์รวม พวกเขาต้องทำอะไรมากขึ้น มากกว่าแค่เป็นทีมที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานในบ้าน

โรมัน ไวเดนเฟลเลอร์ อดีตผู้รักษาประตู ดอร์ทมุนด์ ที่ยืนเฝ้าเสาโดยมีกำแพงสีเหลืองเป็นฉากหลังเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ถ้าคุณเป็นคู่ต่อสู้ กำแพงจะถล่มใส่คุณ แต่ถ้าเป็นผู้รักษาประตูที่มีแฟนๆ หนุนหลังแบบนั้น มันเยี่ยมไปเลย”

ความหนาแน่นของแสตนด์ฝั่งใต้เป็นสุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ที่แม้แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอมรับว่า มองขึ้นไปแล้วรู้สึกเหมือนมีกองเชียร์ 150,000 คน มันบ้ามาก และกำแพงสีเดียวกันนี้ที่ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ อดีตกัปตัน บาเยิร์น มิวนิค บอิกไว้ว่าน่ากลัวที่สุดในบรรดาเกมเยือนทั้งหมด

ที่ ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค เราอาจพูดได้ว่า เกมหลังประตูปิดตาย ทำลายชัยชนะในบ้าน ไม่มากก็น้อย สถิติการลงเล่นโดยไม่มีกองเชียร์ที่สนามอื่นก็มีภาพใกล้เคียงกัน เกมเหย้าไม่มีความหมาย จะเล่นที่ไหนก็อาจไม่แตกต่าง แต่ทุกทีมก็ยังเดินหน้าพร้อมกับความหวังที่จะเห็นแฟนๆ กลับมาเนืองแน่นสักวันหนึ่ง